แนวทางการดูแลผูปวยที่ยากตอการดูแล How to deal with Difficult Patient นพ. สตางค ศุภผล กลุมงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลขอนแกน การดูแลโดย patient-centered ยากและซับซอนขึ้นดวยการมีอยูของ “difficult patient” หรือ “ผูปวยที่ยากตอการดูแล” ผูปวยเหลานี้ถือวาเปนปญหาที่ทำใหแพทยเกิดความคับของใจ เหน็ดเหนื่อยใจ จนถึงหลีกเลี่ยงที่จะพบเจอ แพทยแตละคนจะมีผูปวยที่ยากแตกตางกันไปขึ้นกับบุคลิก ของแพทย Difficult patient จริง ๆ แลวถือวา เปนมุมมองของแพทยตอผูปวย เปนการตัดสินผูปวยวา ดีหรือไมดีและกลายเปนปฏิกิริยาเชิงลบของแพทยตอผูปวย สาเหตุของ “Difficult Patient” 1. pathologic physician-patient relationship : ความสัมพันธเชิงลบระหวางแพทยกับผูปวย 2. personal flaws in a physician : จุดออนหรือจุดบกพรองของแพทย จนอาจจะกลาวได อีกแงหนึ่งวาDifficult Doctor ประเภทของ Difficult patient สาเหตุของ Difficult patient มีจำแนกไดเปนประเภทใหญ 4 ประเภท ไดแก 1. เกิดจากผูปวยมีการเจ็บปวยที่ซับซอน ไดแก ผูปวยใกลเสียชีวิต (Dying), ผูปวยติดสารเสพติด (Addicted), ผูปวยที่มีอาการเจ็บปวยโดยไมมีสาเหตุทางกาย (Somatized), ผูปวยที่มีอาการ เจ็บปวยเรื้อรัง (Chronic illness), ผูปวยที่เจ็บปวยเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเพศสัมพันธ (Sexrelated) 2. เกิดจากปญหาความสัมพันธระหวางแพทยกับผูปวย ไดแก ผูปวยที่ไมตกลงใจในการรักษา (Disagree) ไมเชื่อมั่นในการรักษา (Distrust) ปฏิเสธความจริงแบบไมมีเหตุผล (Denial) ผู ปวยมีปญหาดานความเขาใจในบทบาทของแพทยกับผูปวย (Difficult boundaries) และ ผู ปวยที่มาติดพันชอบพอหรือหลงเสนหแพทย (seduction) 3. เกิดจากบุคลิกของผูปวย ไดแก อารมณรายฉุนเฉียว (Anger), อารมณเศราหรือหวาดกลัว (Sad and fear), ชอบควบคุมแพทย (Manipulate), ไมใหความรวมมือในการรักษา (Poor compliance), ไปพบแพทยหลายคนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ (Medical shopping) 4. เกิดจากบุคลิกหรือการตอบสนองของแพทยตอผูปวย ไดแก อารมณไมมั่นคง (Insecure), โกรธงาย (Anger), อารมณกาวราว/ชอบเอาชนะ (Aggressive/Competitive), ตามใจผูปวย (Dependent) และ ไมยืดหยุน (Hardline) การรับมือกับ Difficult patients กลุมที่ 1 ผูปวยมีการเจ็บปวยที่ซับซอน • ผูปวยใกลเสียชีวิต (Dying patient) แพทยควรดูแลจิตใจตัวเองกอน โดยการยอมรับวาตาย เปนเรื่องธรรมชาติ เพื่อที่จะไดไมรูสึกรวมกับผูปวยมากเกินไป ผูปวยมักจะกลัว ปฏิเสธความ จริง เศราโศกเสียใจเมื่อรูวาตนเองจะจากคนที่รัก คนที่ผูกพัน ซึ่งแพทยตองเขาใจ เห็นอก เห็นใจ วาเปนอารมณความรูสึกที่เกิดขึ้นได (Empathy) แตไมควรมีอารมณรวมกับผูปวย (Sympathy) มากเกินไปจะทำใหไมสามารถใหการดูแลและชวยเหลือผูปวยได ชวงแรกอาจจะ เปนแคอยูเคียงขาง ชวนพูดคุยเรื่องตาง ๆ ถาผูปวยไมอยากพูดคุยอาจเพียงแตนั่งเงียบ ๆ ขาง ๆ พรอมที่จะรับฟง ใหการดูแลและรักษาอาการตามเหมาะสม และคำนึงการตายอยาง มีคุณคาในฐานะมนุษยคนหนึ่ง ผูปวยควรจะไดยอมรับกับการที่จะจากไป และรูสึกวาชีวิต ตนเองที่ผานมามีคุณคาตอคนอื่น ๆ และครอบครัว รวมถึงไดจัดการเรื่องที่ติดคางอยูในใจ (Unfinished business) และไดทำพินัยกรรมชีวิตไวตามตองการ (Living wills) • ผูปวยติดสารเสพติด (Addicted patient) แพทยควรแยกแยะใหไดวาเปน “ปญหาทาง จิตใจ” ที่ทำใหผูปวยตองไปพึ่งพาสารเสพติด หรือ “การติดสารเสพติด” ซึ่งเปนการตอบสนอง ของรางกายตอการขาดสารเสพติดซึ่งอาจจะตองมีการรักษาอาการขาดสารเสพติด (Withdrawal symptom) รวมดวย จากนั้นประเมินความพรอมในการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม (stage of change) และทำความเขาใจปญหาจิตสังคมและครอบครัว เพราะผูติด สารเสพติดสวนใหญมักมีปญหาจิตสังคมและครอบครัวจนทำใหตองไปใชสารเสพติด การชวย เหลือผูปวยกลุมนี้จึงตองหาการสนับสนุนการชุมชนและสังคมรวมดวยเสมอ ผูปวยที่มีอาการเจ็บปวยโดยไมมีสาเหตุทางกาย (Somatized) การดูแลผูปวยกลุมนี้ควร เนนที่เรื่องราวชีวิตผูปวย ปรับลดความสำคัญของการรักษา การสงตรวจทางหองปฏิบัติการ ควรทำอยางเหมาะสมไมมากเกินไป (Over-investigation) ควรนัดติดตามการรักษาอยาง สม่ำเสมอเพื่อใหผูปวยมั่นใจวาจะไดรับการดูแลอยางตอเนื่อง และใหความสำคัญที่การทำให กลับไป “ดำเนินชีวิตตามปกติ” มากกวา “การรักษาโรค” • ผูปวยที่มีอาการเจ็บปวยเรื้อรัง (Chronic illness) ควรทำการยืนยันการวินิจฉัยใหชัดเจน กอน และทำความเขาใจความรับรูตอโรคของผูปวย เพื่อใหผูปวยทราบแนวทางที่เหมาะสมถูก ตองในการดูแลรักษาโรค เชน ไมคิดวาโรคเรื้อรังจะหาย หรือ ไมเขาใจวาตนเองตองปรับตัว ใหอยูกับโรคไดอยางไร ทำการ ตกลงบทบาทการรักษาระหวางแพทยและผูปวย การดูแลให เนนดูแลความเจ็บปวย/ผลกระทบจากโรค/ภาวะแทรกซอน ดูแลใหครบถวนทุกดานไมวาจะ เปนกาย จิตใจ สังคมเศรษฐกิจ และครอบครัว ระมัดระวังการวินิจฉัย/รักษาลาชา โดย เฉพาะภาวะแทรกซอนที่ปองกันได • ผูปวยที่เจ็บปวยเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเพศสัมพันธ (Sex-related) แพทยควรอธิบายความ จำเปนในการสอบถามเรื่องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ ซึ่งมักจะตองเกี่ยวเนื่องกับการดูแลผูปวยใน บางประเด็น หรือ บางโรค เชน การปองกันหรือรักษาโรคติดตอทางเพศสัมพันธ ความ สัมพันธระหวางคูรัก หรือ คูสมรส การหมดสมรรถภาพทางเพศ เปนตน ปจจุบันควรให ความสำคัญกับระบุเพศของคูนอน ระวังอคติตอความหลากหลายทางเพศและการรักเพศ เดียวกัน รวมทั้งอคติตอการมีคูนอนหลายคน ประเมินการมีเพศสัมพันธอยางปลอดภัย (safe sex) เชน การใชถุงยางอนามัย การปองกันการตั้งครรภกอนวัยอันควร แพทยควรทำให เปนการคุยเรื่องเพศเปนเรื่องธรรมดาไมทำทาทีเขินอาย กระดากปาก แตก็ไมใชคำที่ดูไมสุภาพ หรือหยาบคาย ทำใหผูปวยรูสึกวาการพูดคุยเรื่องนี้เปนสวนหนึ่งของการดูแลสุขภาพของผูปวย ไมใชเพราะแพทยอยากรูอยากเห็นหรือจับผิด • กลุมที่ 2 เกิดจากปญหาความสัมพันธระหวางแพทยกับผูปวย (Physician-patient relationship) • ผูปวยไมตกลงใจในการรักษา (Disagree) แพทยควรสอบถามเหตุผลของการไมตกลงใจ รักษาเคารพในการตัดสินใจกอน รับฟงเบื้องหลังการตัดสินใจ ยืดหยุน ใหเวลากับผูปวยโดย เฉพาะเมื่อเปนโรคไมเรงดวนในการรักษา และควรบันทึกในใบตรวจรักษาถึงการอธิบายให เหตุผลถึงความจำเปนในการรักษาและสาเหตุที่ผูปวยไมตกใจรักษาใหชัดเจน • ผูปวยไมเชื่อมั่นในการรักษา (Distrust) มักจะเปนจากผูปวยยังไมเขาใจในตัวโรคและ แนวทางการรักษาอยางเพียงพอ ทำใหลังเล ถึงแมจะมีแนวโนมจะเชื่อแพทย แตหากมีคำ แนะนำอื่น ๆ ที่ผูปวยเชื่อถือมากกวาอาจทำใหผูปวยเปลี่ยนใจไมรักษาได ดังนั้นแพทยควร อภิปรายเหตุผลของการรักษาใหชัดเจน แสดงความเขาใจในความไมมั่นใจของผูปวย ไมบังคับ ขูเข็ญ สรางเงื่อนไข เพื่อใหตกลงรักษาอยางไมไดตั้งใจ และเปดโอกาสใหขอความชวยเหลือ เมื่อตองการ • ผูปวยปฏิเสธความจริงแบบไมมีเหตุผล (Denial) ใหแพทยแสดงความเห็นอกเห็นใจ เขาใจถึง ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ผูปวยอาจจะยังทำใจยอมรับกับการเจ็บปวยไมได และไมยังไมพรอมที่จะ รักษา แพทยจึงยังไมตองแนะนำสิ่งที่ควรทำ ไมชวนทะเลาะ ชวนผูปวยพูดคุยหาขอดีขอเสีย ของการรักษา และรอเวลาเหมาะสม • ผูปวยมีปญหาดานความเขาใจในบทบาทของแพทยกับผูปวย (Difficult boundaries) คือ ผูปวยไมเขาใจบทบาทของการเปนแพทยและผูปวย ผูปวยมักจะคิดวาตนเองทราบเกี่ยวกับโรค และการรักษาดีอยูแลว จึงบอกความตองการการรักษาตามความรูความเขาใจ และความเชื่อ ของตนเอง มิไดตองการคำแนะนำจากแพทย จึงเหมือนเปนการมา “สั่งยา” และไมสนใจคำ แนะนำจากแพทย ซึ่งจะทำใหแพทยเกิดความไมสบายใจ แพทยควรหยุดการสนทนา และ สะทอนความรูสึกที่เกิดขึ้น ทำการทบทวนบทบาท แพทย-ผูปวย อยาคิดวา “ถูกกระทำ” ใหเขาใจวาเปนเพียงบุคลิกหนึ่งของผูปวยซึ่งแพทยสามารถตอรองทำความตกลงได และควรยืน หยัดในความถูกตองเหมาะสมไมตามใจผูปวยมากเกินไป • ผูปวยที่มาติดพันชอบพอหรือหลงเสนหแพทย (seduction) มักเปนผูปวยที่มีปญหาดาน บุคลิกภาพ และการสรางความสัมพันธกับผูอื่น การใหบริการทางการแพทยที่เขาใจถึงความ ตองการและตอบสนองไดอยางดีนั้น มีแนวโนมทำใหผูปวยเกิดความประทับใจ และรูสึกถึงการ ใสใจ จึงทำใหผูปวยบางรายเกิดความรูสึกที่ดีเกิดกวาการแพทยกับผูปวย เมื่อมีผูปวยที่ พยายามสรางความสัมพันธสวนตัวมากเกินไปหรืออาจถึงขั้นชอบพอตองการเปนคูรัก ถาแพทย ไมไดรูสึกเชนนั้นกับผูปวยดวย แพทยตองตระหนักถึงขอบเขตความสัมพันธ รักษาระยะหาง มุงเนนการดูแลไปที่ตัวผูปวยลดระดับความสัมพันธแพทย-ผูปวย มีการยื่นคำขาดในระดับ ปฏิสัมพันธแตยังรักษาน้ำใจ ยังตองใหการดูแลตามมาตรฐาน ขณะตรวจรักษาใหดึงการ สนทนากลับมาที่การรักษา ไมพูดคุยถึงเรื่องสวนตัวของตนเองหรือผูปวยมากเกินไป กลุมที่ 3 เกิดจากบุคลิกของผูปวย ไดแก • ผูปวยอารมณรายฉุนเฉียว (Anger) เมื่อผูปวยโกรธแพทย แพทยไมควรโกรธตอบ ควรตั้ง สติรับฟง ทำความเขาใจถึงเหตุผลของผูปวย ไมโตแยงไตถามใหเกิดความกระจาง ยอมรับ อารมณของผูปวยที่เกิดขึ้น และใชเทคนิคตาง ๆ โนมนำใหสงบ เชน พาไปนั่ง ฟงอยางตั้งใจ สะทอนความรูสึก ในสุดทายใหแสดงความเขาใจในความรูสึกบอกเหตุผลในสวนของแพทย และทำการตกลงรวมกัน • ผูปวยอารมณเศราหรือหวาดกลัว (Sad and fear) เมื่อผูปวยเศราเสียใจหรือหวาดกลัว ควรปลอยใหผูปวยระบายความรูสึก (เชน รองไห) หยุดพูด รับฟง ใชความเงียบเชิงบวก สะทอนอารมณ ความรูสึก รอเวลาและความพรอมในการแกปญหา • ผูปวยชอบควบคุมแพทย (Manipulate) ไดแก ผูปวยที่ตองการการรักษาเกินความจำเปน ใช การขมขู คุกคาม ทำใหแพทยรูสึกผิด การไมไดสิ่งที่ตองการเปนสิ่งที่ยอมรับไมได ซึ่ง ทำความลำบากใจใหกับแพทยมาก แพทยก็จะมีแนวโนมที่จะทำตามใจผูปวย ทำใหผูปวยใชวิธีนี้ ในการควบคุมแพทยและแนวทางการรักษาใหเปนไปตามความตองการของตนเอง ซึ่งอาจไม เหมาะสม ดังนั้นแพทยก็ตองไมพยายามไปบงการผูปวยอีกทีหนึ่ง ควรใหความสนใจสอบถาม ในสิ่งที่ผูปวยตองการ วางขอจำกัด และ ไมยืดหยุนกับขอจำกัดนั้น แตยังตองตระหนักในการ รักษาความสัมพันธที่ดี เชน การชี้แจงวาปฏิเสธใหการรักษาตามที่ผูปวยตองการไมใชการไม ดูแลรักษา แตเปนการใหการดูแลรักษาตามหลักวิชาการและมาตรฐานการรักษาที่ยอมรับกัน ทั่วไป • ผูปวยไมใหความรวมมือในการรักษา (Poor compliance) การที่ปวยไมใหความรวมมือ ในการรักษาทั้งที่ไดตกลงใจรักษาแลว เชน กินยาไมครบ ไมมาตามนัด ไมปฏิบัติตัวตามที่ แนะนำ สาเหตุสวนใหญเกิดจากการขาดแรงจูงใจการรักษา ซึ่งการเกิดแรงจูงใจในการรักษา และดูแลสุขภาพ มีกลาวในทฤษฎี “Health belief model” ผูปวยที่ตั้งใจดูแลรักษาปฏิบัติตาม แผนการรักษา ตองมีแรงจูงใจดานสุขภาพมากอน คือ สามารถเชื่อมโยงโรคที่เกิดขึ้นกับ สภาวะสุขภาพและความเปนอยูของตนเอง เกิดไดจากการรับรูถึงสุขภาพออนแอ และการรับรู ถึงผลกระทบของตัวโรคตอตัวเอง มีการรับรูถึงผลดีผลเสียของการเปลี่ยนแปลง และมีตัว กระตุนการเปลี่ยนแปลง จนทำใหเกิดความตองการในการปฏิบัติการดูแลรักษาตนเอง นั่นคือ ผูปวยตองเห็นความสำคัญของการที่ตองดูแลรักษาตัวเองกอนจึงจะนำไปสูความรวมมือที่ดีใน การรักษา • ผูปวยที่ไปพบแพทยหลายคนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ (Medical shopping) ผูปวยแบบนี้คือ ตองการพบแพทยไปเรื่อย ๆ แมแพทยจะใหการรักษาที่เหมาะสม และทำใหอาการดีขึ้นบาง แลว แตก็ยังตองการไปพบแพทยคนอื่น ๆ อีก และมีผูปวยบางสวนที่อาการไมหายจริง ๆ เนื่องจากไมรักษากับแพทยคนเดิมตอเนื่อง พอไมหายก็เปลี่ยนแพทยเนื่องจากไมเชื่อมั่นใน แพทยคนเดิมแลว ทำใหไดรับการรักษาแบบเดิมซ้ำ ๆ โรคก็จะหายชา หรือ กลายเปน เรื้อรังได ผูปวยแบบนี้ตามหลักการ Locus of control หรือ ความรับรูถึงการควบคุมตัว เอง จะอยูในประเภท Power others คือ รับรูถึงการควบคุมตัวเองต่ำมาก ตองพึ่งพิงผูอื่น ซึ่งสวนใหญสามารถแกไขไดดวยการใหความสำคัญกับการอธิบายขอมูลเกี่ยวกับตัวโรค การ พยากรณโรคและแนวทางการรักษาระยะยาว การสรางความสัมพันธที่ดีก็มีสวนสำคัญ เพราะ หากผูปวยเชื่อมั่นในตัวแพทยและรูสึกถึงความใสใจดูแลก็มีแนวโนมจะมาติดตามการรักษาอยาง ตอเนื่องดวย คนไขบางสวนที่มีความมั่นใจในความควบคุมตนเองต่ำมาก อาจติดตามการ รักษากับแพทยคนเดิมอยูระยะหนึ่งจนคิดวาแพทยทานเดิมไมสามารถตอบสนองความตองการ ในการพึ่งพิงได ก็จะไปหาแพทยคนอื่นตอ ๆ ไป ซึ่งอาจเปนการลำบากในการแกไขและ ติดตามดูแลตอเนื่อง กลุมที่ 4 เกิดจากบุคลิกหรือการตอบสนองของแพทยตอผูปวย ไดแก แพทยที่บุคลิกแบบอารมณ ไมมั่นคง (Insecure), โกรธงาย (Anger), อารมณกาวราว/ชอบเอาชนะ (Aggressive/Competitive), ตามใจผูปวยมากเกินไปเนื่องจากกลัวผูปวยไมพอใจหรือไมอยากขัดแยงกับผูปวยเลย (Dependent) และ แพทยทไี่ มยืดหยุน ทำใหขาดความตระหนักในการปรับเปลี่ยนการรักษาใหเหมาะสมกับกับบริบท และความตองการที่แทจริงของผูปย(Hardline) แพทยที่มีบุคลิกเหลานี้มีแนวโนมที่จะไมสามารถสราง ความสัมพันธที่ดีกับผูปวยได ทำใหเกิดความขัดแยง ความไมเขาใจ ความไมอยากรวมมือในการรักษา และเปนสาเหตุทำใหผูปวยเกิดเปน difficult patient ขึ้นมาโดยที่ผูปวยนั้นอาจไมใช Difficult case ทำใหเรียกไดอีกอยางหนึ่งวา เปน Difficult doctor แพทยที่มีบุคลิกเหลานี้มักไมใหความสำคัญกับ การเขาใจความตองการที่แทจริงของผูปวย หรือตามใจผูปวยมากเกินไป และไมไดการตอบสนองแบบ ยึดผูปวยเปนศูนยกลางอยางแทจริง แพทยที่มีลักษณะเหลานี้อาจะมีปญหาสวนตัวที่ไมสามารถจัดการ ได มีปญหาในการควบคุมอารมณความตองการของตนเอง มี EQ ต่ำ และ นำไปสูความขับของใจ ความเครียดกดดัน และสะทอนออกมาที่ผลลัพธในการดูแลผูปวยที่เปนไปตามตองการ ผูปวยไมรวมมือ ในการรักษา และสัมพันธภาพที่ไมดีกับผูปวย ` สรุปการรับมือกับ Difficult patient แพทยควรตระหนักรูความรูสึกของตัวเอง รูจัก ทำความเขาใจกับ “ความเจ็บปวย(illness)” มองการตรวจรักษาเปนปฏิสัมพันธระหวางกับแพทยและ ผูปวยเทานั้น ไมมองความสัมพันธสวนบุคคลมากเกินไป รูจักสรางทางเลือกการรักษา รูจักวางแผน การรักษาระยะยาว มั่นคง แตไม ยึดมั่น รูจักวิธีการสรางความสัมพันธใหเปนความสัมพันธเชิง เยียวยา(therapeutic relationship) รูขอจำกัดของตนเอง ถาเกินความสามารถควรปรึกษาผูอื่น ถาจน สับสนไมรูจะทำอะไร ใหเงียบและตั้งใจฟงผูปวยใหมาก ความทาทายของการตรวจรักษาผูปวย คือ การรับมือกับ “difficult patient” ซึ่งไมใชแคการ รับมือกับผูปวย และ เปนการรับมือกับตัวเอง ปญหาเรื่องพฤติกรรมในการดูแลรักษาตัวเองของผูปวย เปนปฏิสัมพันธที่ซับซอนระหวางโรค จิตใจ และสังคม ของผูปวย ซึ่งสามารถใชทักษะตาง ๆ ในการ ชวยเหลือดูแลไดเสนอ ดังนั้น การชวยเหลือ “difficult patient” ไดสำเร็จเปน “รางวัล” และกำลัง ใจสำหรับแพทยในการตรวจรักษาผูปวย เอกสารแนะนำศึกษาเพิ่มเติม 1. Sharon K. Hull, Karen Broquet, How to Manage Difficult Patient Encounters These strategies will help you turn problematic encounters into productive ones. Fam Pract Manag. 2007 Jun;14(6):30-34. 2. Jackson JL, Kroenke K. Difficult patient encounters in the ambulatory clinic: clinical predictors and outcomes. Arch Intern Med. 1999;159:1069–1075.
© Copyright 2026